เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้

ไม่มีบทความ
ไม่มีบทความ
หน้าแรก
สมัครสมาชิก: ความคิดเห็น (Atom)

สมาชิกกลุ่มที่ 2

  • นางสาวกานต์ณภัทร ประเสริฐผล
  • นางสาวจิรนันท์ ศรีดี
  • นางสาวจิราภรณ์ เขาจารี
  • นางสาวชลิตา ลาภปรินายก
  • นางสาวทักษิณา ศิริกุล
  • นางสาวทัศวรรณ พรมภักดี
  • นางสาวทิพย์เกษร ขามชู
  • นางสาวอารียา เวียงสีมา

ภาพน่ารัก ๆๆ ^^

ภาพน่ารัก ๆๆ ^^

บทที่ 5

1.อาชญากรรมคอมพิวเตอร์คืออะไร จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง


อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง การกระทำผิดทางอาญาในระบบคอมพิวเตอร์ หรือการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อกระทำผิดทางอาญา เช่น ทำลาย เปลี่ยนแปลง หรือขโมยข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น ระบบคอมพิวเตอร์ในที่นี้ หมายรวมถึงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เชื่อมกับระบบดังกล่าวด้วย


สำหรับอาชญากรรมในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (เช่น อินเทอร์เน็ต) อาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่ง คือ


อาชญากรรมไซเบอร์ (อังกฤษ: Cybercrime) อาชญากรที่ก่ออาชญากรรมประเภทนี้ มักถูกเรียกว่า แครกเกอร์


อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ คือ


1.การกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ อันทำให้เหยื่อได้รับความเสียหาย และผู้กระทำได้รับผลประโยชน์ตอบแทน


2.การกระทำผิดกฎหมายใด ๆ ซึ่งใช้เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือและในการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่เพื่อนำผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต้องใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน



2.อธิบายความหมายของ


2.1 Hacker หมายถึง บุคคลผู้ที่เป็นอัจฉริยะ มีความรู้ในระบบคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี สามารถเข้าไปถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์โดยเจาะผ่านระบบ รักษาความปลอดภัยของ คอมพิวเตอร์ได้ แต่อาจไม่แสวงหาผลประโยชน์


2.2Cracker หมายถึง ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี จนสามารถเข้าสู่ระบบได้ เพื่อเข้าไปทำลายหรือลบแฟ้มข้อมูล หรือทำให้ เครื่องคอมพิวเตอร์ เสียหายรวมทั้งการทำลายระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์


2.3 สแปม (Spam) คือ การส่งอีเมลที่มีข้อความโฆษณาไปให้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้รับ การสแปมส่วนใหญ่ทำเพื่อการโฆษณาเชิงพาณิชย์ มักจะเป็นสินค้าที่น่าสงสัย หรือการเสนองานที่ทำให้รายได้อย่างรวดเร็ว หรือบริการที่ก้ำกึ่งผิดกฏหมาย ผู้ส่งจะเสียค่าใช้จ่ายในการส่งไม่มากนัก แต่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะตกอยู่กับผู้รับอีเมลนั้น


2.4 ม้าโทรจัน คือ โปรแกรมที่ถูกโหลดเข้าไปในคอมพิวเตอร์ เพื่อ ปฎิบัติการ "ล้วงความลับ"เช่น รหัสผ่าน, User Name และข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับการ Login ระบบ ที่ถูกพิมพ์ผ่านคีย์บอร์ดโดยผู้ใช้งาน โดยส่วนใหญ่แฮคเกอร์จะส่งโปรแกรมม้าโทรจัน เข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อดักจับข้อมูลดังกล่าว แล้วนำไปใช้ในการเจาะระบบ หรือเพื่อโจมตีคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์


2.5 Spyware เป็นโปรแกรมที่แฝงมาขณะเล่นอินเตอร์เน็ตโดยจะทำการติดตั้งลงไปในเครื่องของ เรา และจะทำการเก็บพฤติกรรมการใช้งานอินเตอร์เน็ตของเรา รวมถึงข้อมูลส่วนตัวหลาย ๆ อย่างได้แก่ ชื่อ - นามสกุล , ที่อยู่ , E-Mail Address และอื่น ๆ ซึ่งอาจจะรวมถึงสิ่งสำคัญต่าง ๆ เช่น Password หรือ หมายเลข บัตรเครดิตของเราด้วย นอกจากนี้อาจจะมีการสำรวจโปรแกรม และไฟล์ต่าง ๆ ในเครื่องเราด้วย นอกจากนี้อาจจะมีการสำรวจโปรแกรม และไฟล์ต่าง ๆ ในเครื่องเราด้วย และ Spyware นี้จะทำการส่งข้อมูลดังกล่าวไปในเครื่องปลายทางที่โปรแกรมได้ระบุเอาไว้ ดังนั้นข้อมูลต่าง ๆ ในเครื่องของท่านอาจไม่เป็นความลับอีกต่อไป


3. จงยกตัวอย่างกฎหมาย ICT หรือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มีอะไรบ้างอธิบายถึงการกระทำความผิดและบทลงโทษมา 5 ตัวอย่าง


1.เจ้าของไม่ให้เข้าระบบคอมพิวเตอร์ของเขา แล้วเราแอบเข้าไป … เจอคุก 6 เดือน
2.ข้อมูลของเขา เขาเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ดี ๆ แล้วแอบไปล้วงของเขา … เจอคุกไม่เกิน 2 ปี
3.เขาส่งข้อมูลหากันผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบส่วน ตั๊วส่วนตัว แล้วเราทะลึ่งไปดักจับข้อมูลของเขา … เจอคุกไม่เกิน 3 ปี
4.ข้อมูลของเขาอยู่...ในระบบคอมพิวเตอร์ของเขาดี ๆ เราดันมือบอนไปโมมันซะงั้น … เจอคุกไม่เกิน 5 ปี
5.โป๊ก็โดน, โกหกก็โดน, เบนโลก็โดน, ท้าทายอำนาจรัฐก็โดน … เจอคุกไม่เกิน 5 ปี
6.ถ้าเราเรียกให้ชาวบ้านเข้ามาดูงานของศิลปินข้างถน น ซึ่งชอบเอารูปชาวบ้านมาตัดต่อ เตรียมใจไว้เลยมีโดน เจอคุกไม่เกิน 3 ปี






บทที่ 4

1.สื่อกลางประเภทมีสายแต่ละประเภท มีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง จงเปรียบเทียบ

ข้อดี : ติดตั้งเพื่อเชื่อมโยงการติดต่อได้สะดวก เพียงต่ออุปกรณ์เครื่องรับ-ส่งวิทยุกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แล้วตรวจสอบความเรียบร้อยของระบบก็สามารถจะสื่อสารข้อมูลทั้งภายในและภายนอกอาคารได้ เนื่องจากในการสื่อสารด้วยระบบวิทยุจะมีระบบความพร้อมก่อนทำการรับส่งข้อมูล จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสัญญาณรบกวน

ข้อเสีย : มีอัตราเร็วในการส่งข้อมูลต่ำ นอกจากนี้ยังต้องทำการขออนุญาตใช้ความถี่วิทยุกับกรมไปรษณีย์โทรเลขเสียก่อน สำหรับค่าใช้จ่ายในเรื่องของอุปกรณ์สื่อสารนั้นค่อนข้างจะมีราคาแพงกว่าการสื่อสารด้วยสายสัญญาณ

2.การนำระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กร มีประโยชน์อย่างไร

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์หนึ่งเครือข่ายจะมีการทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม ที่เรียกว่า กลุ่มงาน (workgroup) แต่เมื่อเชื่อมโยงหลายๆ กลุ่มงานเข้าด้วยกัน ก็จะเป็นเครือข่ายขององค์กร และถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครือข่ายแวน ก็จะได้เครือข่ายขนาดใหญ่ขึ้น
การประยุกต์ใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างกว้างขวางและสามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย ทั้งนี้เพราะระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และสื่อสารข้อมูลระหว่างกันได้
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีดังนี้
การใช้อุปกรณ์ร่วมกัน (Sharing of peripheral devices) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำให้ผู้ใช้ สามารถใช้อุปกรณ์ รอบข้างที่ต่อพ่วงกับระบบคอมพิวเตอร์ ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเครื่องพิมพ์ ดิสก์ไดร์ฟ ซีดีรอม สแกนเนอร์ โมเด็ม เป็นต้น ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ที่มีราคาแพง เชื่อมต่อพ่วงให้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง

การใช้โปรแกรมและข้อมูลร่วมกัน (Sharing of program and data) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้โปรแกรม และข้อมูลร่วมกันได้ โดยจัดเก็บโปรแกรมไว้แหล่งเก็บข้อมูล ที่เป็นศูนย์กลาง เช่น ที่ฮาร์ดดิสก์ของเครื่อง File Server ผู้ใช้สามารถใช้โปรแกรมร่วมกัน ได้จากแหล่งเดียวกัน ไม่ต้องเก็บโปรแกรมไว้ในแต่ละเครื่อง ให้ซ้ำซ้อนกัน นอกจากนั้นยังสามารถรวบรวม ข้อมูลต่าง ๆ จัดเก็บเป็นฐานข้อมูล ผู้ใช้สามารถใช้สารสนเทศ จากฐานข้อมูลกลาง ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องเดินทางไปสำเนาข้อมูลด้วยตนเอง เพราะใช้การเรียกใช้ข้อมูล ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์นั่นเอง เครื่องลูก (Client) สามารถเข้ามาใช้ โปรแกรม ข้อมูล ร่วมกันได้จากเครื่องแม่ (Server) หรือระหว่างเครื่องลูกกับเครื่องลูกก็ได้ เป็นการประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บโปรแกรม ไม่จำเป็นว่าทุกเครื่องต้องมีโปรแกรมเดียวกันนี้ในเครื่องของตนเอง

สามารถติดต่อสื่อสารระยะไกลได้ (Telecommunication) การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เป็นเครือข่าย ทั้งประเภทเครือข่าย LAN , MAN และ WAN ทำให้คอมพิวเตอร์ สามารถสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล ระยะไกลได ้โดยใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ทางด้านการติดต่อสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีการให้บริการต่าง ๆ มากมาย เช่น การโอนย้ายไฟล์ข้อมูล การใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail) การสืบค้นข้อมูล (Serach Engine) เป็นต้น

สามารถประยุกต์ใช้ในงานด้านธุรกิจได้ (ฺBusiness Applicability) องค์กรธุรกิจ มีการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ เช่น เครือข่ายของธุรกิจธนาคาร ธุรกิจการบิน ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจหลักทรัพย์ สามารถดำเนินธุรกิจ ได้อย่างรวดเร็ว ตอบสนองความพึงพอใจ ให้แก่ลูกค้าในปัจจุบัน เริ่มมีการใช้ประโยชน์จากเครือข่าย Internet เพื่อทำธุรกิจกันแล้ว เช่นการสั่งซื้อสินค้า การจ่ายเงินผ่านระบบธนาคาร เป็นต้น

ความประหยัด
นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า อย่างเช่นในสำนักงานหนึ่งมีเครื่องอยู่ 30 เครื่อง หรือมากกว่านี้ ถ้าไม่มีการนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้ จะเห็นว่าต้องใช้เครื่องพิมพ์อย่างน้อย 5 - 10 เครื่อง มาใช้งาน แต่ถ้ามีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้แล้วละก้อ ก็สามารถใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องพิมพ์ประมาณ 2-3 เครื่องก็พอต่อการใช้งานแล้ว เพราะว่าทุกเครื่องสามารถเข้าใช้เครื่องพิมพ์เครื่องใดก็ได้ ผ่านเครื่องอื่น ๆ ที่ในระบบเครือข่ายเดียวกัน

ความเชื่อถือได้ของระบบงาน
นับเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจ ถ้าทำงานได้เร็วแต่ขาดความน่าเชื่อถือก็ถือว่าใช้ไม่ได้ ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มาใช้งาน ทำระบบงานมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะจะมีการทำสำรองข้อมูลไว้ เมื่อเครื่องที่ใช้งานเกิดมีปัญหา ก็สามารถนำข้อมูลที่มีการสำรองมาใช้ได้ อย่างทันที

3.หากนำระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กรนักศึกษาจะเลือกรูปแบบของระบบเครือข่าย(LAN Topology) แบบใดเพราะอะไร

แบบ Ring การเชื่อมต่อแบบวงแหวน เป็นการเชื่อมต่อจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง จนครบวงจร ในการส่งข้อมูลจะส่งออกที่สายสัญญาณวงแหวน โดยจะเป็นการส่งผ่านจากเครื่องหนึ่ง ไปสู่เครื่องหนึ่งจนกว่าจะถึงเครื่องปลายทาง ปัญหาของโครงสร้างแบบนี้คือ ถ้าหากมีสายขาดในส่วนใดจะทำ ให้ไม่สามารถส่งข้อมูลได้ ระบบ Ring มีการใช้งานบนเครื่องตระกูล IBM กันมาก เป็นเครื่องข่าย Token Ring ซึ่งจะใช้รับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องมินิหรือเมนเฟรมของ IBM กับเครื่องลูกข่ายบนระบบ

4.อินเทอร์เน็ตมีข้อดีต่อระบบการศึกษาไทยอย่างไร

- สามารถใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านการบันเทิง ด้านการแพทย์ และอื่นๆ ที่น่าสนใจ

- ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จะทำหน้าที่เสมือนเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่

- นักศึกษาในมหาวิทยาลัย สามารถใช้อินเทอร์เน็ต ติดต่อกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เพื่อค้นหาข้อมูลที่กำลังศึกษาอยู่ได้ ทั้งที่ข้อมูลที่เป็น ข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นต้น

บทที่ 3

1.ขั้นตอนการประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบ่งได้กี่วิธี อะไรบ้าง

ตอบ 1.ขั้นการเตรียมข้อมูล เป็นการเตรียมข้อมูลเพื่อให้สะดวกต่อการประมวลผล

2.ขั้นการประมวลผล คือ เป็นการนำเอาโปรแกรมที่เขียนขึ้น มาใช้เพื่อประมวลผลข้อมูลที่ได้เตรียมไว้และข้อมูลยังคงเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นวิธีการผลิตสารสนเทศต่างๆ

3.ขั้นตอนการแสดงผลลัพธ์ เป็นขั้นตอนการเผยแพร่สารสนเทศให้กับผู้ใช้ในรูปแบบต่างๆ อาจอยู่ในรูปแบบเอกสาร รายงาน การนำเสนอบนจอภาพ โดยการใช้คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

2.จงเรียงลำดับโครงสร้างข้อมูลจากขนาดเล็กไปใหญ่ พร้อมอธิบายความหมายของโครงสร้างข้อมูลแต่ละแบบ

ตอบ 1.บิต(Bit) หน่วยที่ เล็กที่สุดของข้อมูลเลขฐาน 2 คือ 0,1

2.ไบต์(Byte) การนำบิตมารวมกัน เรียกว่า ตัวอักขระ,ตัวอักษร

3.ฟิลด์(Field) การนำไบต์หลาย ๆ ไปมารวมกัน เรียกว่า เขตข้อมูล

4.เรคอร์ด (Record) การนำฟิลด์หลาย ๆ ฟิลด์มารวมกัน เรียกว่า ระเบียน

5.ไฟล์(File) การเรคอร์ดหลาย ๆ เรคอร์ดมารวมกัน เรียกว่า แฟ้มข้อมูล

6.ฐานข้อมูล(Database) การนำไฟล์หลาย ๆ ไฟล์มารวมกัน เรียกวา ฐานข้อมูล

4.จงอธิบายความแตกต่างระหว่างการประมวลผลข้อมูลแบบแบชและแบบเรียลไทม์

ตอบ การประมวลผลแบบกลุ่ม (Batch Processing)

- รวบรวมข้อมูล และแบ่งแยกข้อมูลออกเป็นกลุ่ม ๆ แล้วจึงส่งเครื่องคอมพิวเตอร์

- ทาการประมวลผลครั้งเดียว

จะไม่มีการโต้ตอบกันระหว่างผู้ใช้งานกับ

- เครื่องคอมพิวเตอร์

ส่วน วิธีการประมวลผลแบบเวลาจริง ( Real Time Processing )

- การประมวลผลที่เมื่อทาการส่งข้อมูลเข้าไปในคอมพิวเตอร์แล้วจะได้ผลลัพธ์ออกมาทันที

- แสดงผลข้อมูลทันทีทันใด โดยแสดงผลทาง Output

- เช่น การใช้บริการบัตรเครดิตตามห้างร้านต่าง ๆ

บทที่ 1

เทคโนโลยีระบบสารสนเทศ

คำว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ มาจากคำ 2 คำนำมารวมกัน คือ คำว่า เทคโนโลยี และสารสนเทศ

เทคโนโลยี + สารสนเทศ = เทคโนโลยีสารสนเทศ

เมื่อพิจารณาความหมายของแต่ละคำจะมีความหมายดังนี้

เทคโนโลยี หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ เทคโนโลยีจึงเป็นวิธีการในการสร้างมูลค่าเพิ่มของสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น

สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ข้อมูลดังกล่าวต้องผ่านการเก็บรวบรวม จัดเก็บ ตรวจสอบความถูกต้อง แบ่งกลุ่มจัดประเภทของข้อมูล และสรุปออกมาเป็นสารสนเทศ และมนุษย์นำเอาสารสนเทศนั้นไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น รายงาน ผลงานการวิจัย ข่าวสารต่าง ๆ

เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) หมายถึงการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสารสนเทศ ทำให้สารสนเทศมีประโยชน์ และใช้งานได้กว้างขวางมากขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศรวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ที่จะรวบรวม จัดเก็บ ใช้งาน ส่งต่อ หรือสื่อสารระหว่างกัน เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวข้องโดยตรงกับเครื่องมือเครื่องใช้ในการจัดการสารสนเทศ ซึ่งได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบข้าง ขั้นตอน วิธีการดำเนินการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ เกี่ยวข้องกับตัวข้อมูล เกี่ยวข้องกับบุคลากร เกี่ยวข้องกับกรรมวิธีการดำเนินงานเพื่อให้ข้อมูลเกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้แล้วยังรวมไปถึง โทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์ โทรสาร หนังสือพิมพ์ นิตยสารต่าง ๆ ฯลฯ

ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถอธิบายความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านต่าง ๆ ของผู้คนไว้หลายประการดังต่อไปนี้

ประการที่หนึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศ

ประการที่สอง เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลก ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์

ประการที่สาม เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนุน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว

ประการที่สี่ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยีแบบสุนทรียสัมผัส และสามารถตอบสนองตามความต้องการการใช้เทคโนโลยีในรูปแบบใหม่ที่เลือกได้เอง

ประการที่ห้า เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดสภาพทางการทำงานแบบทุกสถานที่และทุกเวลา

ประการที่หก เทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการวางแผนการดำเนินการระยะยาวขึ้น อีกทั้งยังทำให้วิถีการตัดสินใจ หรือเลือกทางเลือกได้ละเอียดขึ้น

กล่าวโดยสรุปแล้ว เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทที่สำคัญในทุกวงการ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกด้านความเป็นอยู่ สังคม เศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมือง ตลอดจนการวิจัยและการพัฒนาต่าง

ส่วนประกอบของระบบสารสนเทศ ประกอบด้วย

1. ฮาร์ดแวร์ คือชุดอุปกรณ์ที่ใช้ในการป้อนข้อมูลเข้า ประมวลผลข้อมูลและแสดงผล

2. ซอฟต์แวร์ คือ โปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่ควบคุมการทำงาน ของฮาร์ดแวร์ในการรับข้อมูลเข้า

การประมวลผล และแสดงผล รวมทั้งติดต่อกับผู้ใช้งาน

3. บุคลากร คือ ผู้ใช้หรือผู้ควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ และผู้พัฒนาโปรแกรม เพราะฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ไม่สามารถทำงานได้เอง จำเป็นต้องมีผู้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่ป้อนข้อมูล ติดต่อสื่อสารกับซอฟต์แวร์ให้ทำงานประมวลผล โดยการเลือกคำสั่งที่ต้องการ รวมถึงการปิด

และเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องพิมพ์ เป็นต้น

4. ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงที่บุคลกรรวบรวมมา เพื่อป้อนเข้าทางอุปกรณ์รับข้อมูลโดยตรง

เช่น การป้อนวัน เดือน ปี เกิดของนักเรียน เป็นต้น

5. ขั้นตอนการปฏิบัติ คือ ระเบียบวิธีการปฏิบัติงานเพื่อประมวลผลข้อมูล ขั้นตอนในการทำงาน

ประมวลผล เช่น ถ้าต้องการทราบอายุของนักเรียนสามารถประมวลผลได้ โดยนำปีเกิดของนักเรียน

มาลบกับปีปัจจุบัน เป็นต้น

ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ

ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้รับความสนใจนำมาใช้งานในหลายลักษณะและเกือบทุกธุรกิจ โดยที่พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศได้ส่งผลกระทบในวงกว้างไปทุกวงการทั้งภาคเอกชนและราชการ ระบบสารสนเทศช่วยสร้างประโยชน์ต่อการดำเนินงานขององค์กรได้ดังนี้

1. ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและทันต่อ

เหตุการณ์เนื่องจากข้อมูลถูกจัดเก็บและบริหารอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วในรูปแบบที่เหมาะสมและสามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ทันต่อความต้องการ

2. ช่วยในการกำหนดเป้าหมายกลยุทธ์และการวางแผนปฏิบัติการ โดยผู้บริหาร

สามารถนำข้อมูลที่ได้จากระบบสารสนเทศมาช่วยในการวางแผนและกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงานเนื่องจากสารสนเทศถูกรวบรวมและจัดการอย่างเป็นระบบ ทำให้มีประวัติของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง สามารถที่จะบ่งชี้แนวโน้มของการดำเนินงานว่าน่าจะเป็นไปในลักษณะใด

3. ช่วยในการตรวจสอบการดำเนินงาน เมื่อแผนงานถูกนำไปปฏิบัติในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผู้ควบคุมจะต้องตรวจสอบผลการดำเนินงานโดยนำข้อมูลบางส่วนมาประมวลผลเพื่อประกอบการประเมิน สารสนเทศที่ได้จะแสดงให้เห็นผลการดำเนินงานว่าสอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการเพียงไร

4. ช่วยในการศึกษาและวิเคราะห์สาเหตูของปัญหา ผู้บริหารสามรถใช้ระบบสารสนเทศประกอบการศึกษาและการค้นหาสาเหตุ หรือข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการดำเนินงาน ถ้าการดำเนินงานไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยอาจจะเรียกข้อมูลเพิ่มเติมออกมาจากระบบ เพื่อให้ทราบว่าความผิดพลาดในการปฏิบัติงานเกิดขึ้นจากสาเหตุใด หรือจัดรูปแบบสารสนเทศในการวิเคราะห์ปัญหาใหม่

5. ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อหาวิธีควบคุม ปรับปรุงและแก้ไขปัญหา สารสนเทศที่ได้จากการประมวลผลจะช่วยให้ผู้บริหารวิเคราะห์ว่าการดำเนินงานในแต่ละทางเลือกจะช่วยแก้ไขหรือควบคุมปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ธุรกิจต้องทำอย่างไรเพื่อปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนงานหรือเป้าหมาย

6. ช่วยลดค่าใช้จ่าย ระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพช่วยให้ธุรกิจลดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการทำงานลง เนื่องจากระบบสารสนเทศสามารถรับภาระงานที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ตลอดจนช่วยลดขั้นตอนในการทำงาน ส่งผลให้ธุรกิจสามารถลดจำนวนคนและระยะเวลาในการประสานงานให้น้อยลง โดยผลงานที่ออกมาอาจเท่าหรือดีกว่าเดิม ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจ

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าระบบสารสนเทศมีความสำคัญในการบริหารจัดการภายในองค์กร เพราะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันสิ่งแวดล้อมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและมีการแข่งขันทางธุรกิจสูงองค์กรที่มีระบบการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงข้อมูลได้เร็วเท่านั้นถึงจะอยู่รอดได้ในปัจจุบันดังนั้นผู้บริหารขององค์กรนับว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทในการที่จะพัฒนาระบบสารสนเทศของตนเองให้มีความทันสมัยและนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะปัจจุบันการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในวงการธุรกิจก็เพื่อลดต้นทุนการผลิต สนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารงานและใช้ในการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆสำหรับองค์กร นอกจากนี้ยังสร้างความแข็งแกร่งทางด้านธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าและบริการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันนำไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ต่อไปในอนาคต

วิวัตนาการของระบบสารสนเทศ

เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการจัดการมากที่สุด คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การใช้ระบบคอมพิวเตอร์พอจะเรียงลำดับได้ดังนี้

ยุคแรก เรียกว่า ยุคการประมวลผลข้อมูล(Data Processing Era) เพื่อใช้ในการคำนวณและการประมวลผลข้อมูล

ยุคที่ 2 มีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการตัดสินใจดำเนินการควบคุม ติดตามผล และวิเคราะห์ผลงานของผู้บริหารระดับต่างๆ เรียกว่า ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System :MIS)

ยุคที่ 3 การใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดการทรัพยากรสารสนเทศ (Information Resource Management) เพื่อเรียกใช้สารสนเทศที่ช่วยในการตัดสินใจนำหน่วยงานไปสู่ความสำเร็จ

ในยุคปัจจุบัน ความเจริญของเทคโนโลยีสูงมาก มีการขยายขอบเขตของการประมวลผลข้อมูลไปสู่การสร้างและการผลิตสารสนเทศทำให้สามารถสร้างทางเลือกและรูปแบบใหม่ของสินค้าและบริการ ซึ่งเรียกว่า

ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ(Information Technology :IT) หรือยุคไอที โดยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และระบบการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นเครื่องมือช่วยในการจัดทำระบบสารสนเทศ และเน้นความคิดเรื่องการให้บริการสารสนเทศแก่ผู้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นวัตถุประสงค์สำคัญ

บที่ 2

1. จงอธิบายความหมาย พร้อมยกตัวอย่างของคาดังต่อไปนี้
-Hareware –Software -Peopleware –Data -Information

ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำหน้าที่แตกต่างกันไปตามคุณลักษณะของ องค์ประกอบพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ ดังนี้

1) หน่วยรับเข้า ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูล เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยอาจส่งผ่านอุปกรณ์ รับเข้าข้อมูลโดยตรง เช่น เมาส์ , แผงแป้นอักขระ, ปากกาแสง, ก้านควบคุม ฯลฯ หรือส่งผ่านอุปกรณ์ รับเข้าข้อมูลทางอ้อม เช่น เครื่องขับ, แผ่นบันทึก , เครื่องขับเทปแม่เหล็ก เป็นต้น

2) หน่วยประมวลผลกลาง หรือ ไมโครโพรเซสเซอร์ ของไมโครคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่นำคำสั่งและข้อมูล เก็บไว้ในหน่วยความจำมาแปลความหมาย และ กระทำตามคำสั่งพื้นฐานของไมโครโพรเซสเซอร์ ซึ่งแทนได้ด้วยรหัสเลขฐานสอง ซึ่งประกอบด้วย หน่วยควบคุม หน่วยคำนวณและหน่วยตรรกะ

3) หน่วยส่งออก หรือหน่วยแสดงผล ซึ่งประกอบด้วย จอภาพ (Monitor) ลำโพง (Speaker) และเครื่องพิมพ์ (Printer)

ซอฟต์แวร์ (software) หมาย ถึง ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงหมายถึงลำดับขั้นตอนการทำงานที่เขียนขึ้นด้วย คำสั่งของคอมพิวเตอร์ คำสั่งเหล่านี้เรียงกันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์

โปรแกรม คอมพิวเตอร์ที่ใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์จึงเป็นซอฟต์แวร์ เพราะเป็นลำดับขั้นตอนการทำงานของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทำงานแตกต่างกัน ได้มากมายด้วยซอฟต์แวร์ที่แตกต่างกัน ซอฟต์แวร์ จึงหมายรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภทที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้

peopleware หมายถึง บุคลากรในงานด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งาน สั่งงานเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ต้องการ แบ่งออกได้ 4 ระดับ ดังนี้

1. ผู้จัดการระบบ (System Manager)

คือ ผู้วางนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นไปตามเป้าหมายของหน่วยงาน

2. นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst)

คือ ผู้ที่ศึกษาระบบงานเดิมหรืองานใหม่และทำการวิเคราะห์ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ในการใช้คอมพิวเตอร์กับระบบงาน เพื่อให้โปรแกรมเมอร์เป็นผู่เขียนโปรแกรมให้กับระบบงาน

3. โปรแกรมเมอร์ (Programmer)

คือ ผู้เขียนโปรแกรมสั่งงานเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้ทำงานตามความต้องการของผู้ใช้ โดยเขียนตามแผนผังที่นักวิเคราะห์ระบบได้เขียนไว้

4. ผู้ใช้ (User)

คือ ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่งต้องเรียนรู้วิธีการใช้เครื่อง และวิธีการใช้งานโปรแกรม เพื่อให้โปรแกรมที่มีอยู่สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการ

เนื่องจากเป็นผู้กำหนดโปรแกรมและใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ มนุษย์จึงเป็นตัวแปรสำคัญในอันที่จะทำให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากคำสั่งและข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผลได้รับจากการกำหนดของมนุษย์ (Peopleware) ทั้งสิ้น

ข้อมูล (Data) หมายถึง ข่าวสาร เอกสาร ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคล สิ่งของหรือเหตุการณ์ในรูปแบบของตัวเลข ภาพ ตัวอักษร และสัญลักษณ์ต่างๆ เช่นคะแนนสอบวิชาภาษาไทย ราคาสินค้า จำนวนนักเรียนในโรงเรียน


สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลต่างๆ ที่ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงหรือมีการประมวลผลหรือวิเคราะห์สรุปผลด้วยวิธีการต่าง ๆแล้วเก็บรวบรวมไว้ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ตามต้องการการประมวล (Data Processing)เป็นการนำข้อมูลจากแหล่งต่างๆที่เก็บรวบรวมไว้มาผ่านกระบวนการต่างๆเพื่อแปรสภาพ
ข้อมูลให้เป็นระบบและอยู่ในรูปแบบที่ต้องการ

(ข้อ 2) หากนักศึกษาเป็นเจ้าของธุรกิจ ดังต่อไปนี้ จะนำองค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ ได้แก่ Hardware, Software และ Peopleware โดยมาใช้ในธุรกิจบ้าง เพราะเหตุใดจงอธิบาย

- Hardware ร้านอาหาร

1. โปรแกรม บริหารร้านอาหาร Order Restaurant รุ่น Silver Edition
รุ่นที่รองรับร้านอาหารทั่วไป ที่ไม่มีความซับซ้อนของระบบร้านมาก แต่โปรแกรมสามารถช่วยให้ร้านทำงานได้ข้อมูลถูกต้อง แม่นยำ เป็นระบบ ตามที่ร้านต้องการได้
โปรแกรมถูกออกแบบมาให้ง่ายในการเข้าใจ สวยงามน่าใช้ และมีความยืดหยุ่น เพื่อปรับให้เข้ากับร้าน
ซึ่งมีความสามารถหลักๆ ดังนี้
-รองรับระบบจอ Touch Screen 100% เพื่อให้ใช้งานง่ายขึ้น ในแต่ละหน้าที่ของเครื่องนั้นๆ
-สามารถกำหนดหน้าจอในแต่ละเครื่องให้ตรงกับหน้าที่ของงานนั้นๆได้ เช่น ส่วนรับออเดอร์ , ส่วนเช็คบิล เพื่อออกใบแจ้งค่าอาหาร, ส่วน รับเงิน/ออกใบเสร็จให้ลูกค้า , ส่วนห้องครัว เมื่อต้องการกำหนดให้ครัวโต้ตอบ สถานะทำอาหารแต่ละรายการ ได้เป็นต้น
-การรับออเดอร์ สามารถเพิ่มคำสั่งพิเศษได้ทันทีในแต่ละรายการอาหาร เช่น เผ็ดมาก ,ใส่ผริก 3 เม็ด ,เพิ่มไข่ดาว 5 บาท เป็นต้น
-มีระบบ ห้องครัว ดูลำดับรายการสั่งอาหารของแต่ละโต๊ะ เพื่อเตรียมทำตามสั่งจากผู้รับออเดอร์แต่ละเครื่อง พร้อมทั้งโต้ตอบได้ทันที
-สามารถ เพิ่มครัว ได้ไม่จำกัด เพื่อรับลำดับรายการอาหารที่สั่งจากส่วนหน้า แยกแต่ละรายการอาหารได้ ทำให้ง่ายในการบริหารร้าน และปรับเข้ากับธุรกิจในรูปแบบของท่านได้เอง เช่น มีครัวร้อน ,ครัวเย็น,บาร์น้ำ, ครัวของหวาน-ผลไม้ เป็นต้น
-สามารถกำหนด % ส่วนลด แต่ละรายการอาหารได้
-มีระบบ พิมพ์ ออเดอร์เข้าครัว ได้ทันที เมื่อผู้รับออเดอร์ ต้องการสั่งพิมพ์ใบสั่งอาหาร เข้าไปที่ เครื่องพิมพ์ของครัวนั้นๆ
-สามารถ เช็คบิลปกติประจำโต๊ะ ,เช็คบิลรวมโต๊ะ,เช็คบิลแยก กรณีนั้นโต๊ะเดียวกัน ได้
-สามารถ พิมพ์ใบแจ้งค่าอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อเรียกเก็บเงินจากลูกค้าได้
-สามารถ พิมพ์ใบรายการอาหาร ที่ลูกค้าสั่งแต่ละครั้งได้ เพื่อประยุกต์ใช้กับร้านในลักษณะต่างๆ เช่น ส่งให้ลูกค้าเก็บไว้ประจำโต๊ะ เพื่อเดินมาเช็คบิล หรือ พิมพ์ให้ครัวทำอาหารตามรายการ
-มีระบบ ดูสถานะโต๊ะ ว่าง /ไม่ว่าง ,ดูสถานะรายการอาหารของแต่ละโต๊ะ เพื่อประโยชน์การติดตามงาน
-มีระบบควบคุมการย้ายโต๊ะ, รวมโต๊ะ
-สามารถใช้ได้ทั้ง ระบบ Stand Alone และ Client/Server
-มีรายงานสรุปยอดขาย และรายงานสำคัญต่างๆ ที่จำเป็น ตามมาตรฐาน เพื่อใช้ในการบริหารร้าน
-รองรับระบบ สต๊อก จัดการคลังวัตถุดิบ

2. โปรแกรม บริหารร้านอาหาร Order Restaurant รุ่น Gold Edition
เป็นรุ่นสูงสุด(Top) ที่มีความยืดหยุ่นสูง และมีความสามารถมากกว่า รุ่น Silver Edition ที่มีข้อจำกัดอยู่ โดยสามารถปรับเข้าได้กับ ทุกระบบธุรกิจร้านอาหาร ทั้งปัจจุบัน และอนาคต
เหมาะกับร้านอาหารที่มีความซับซ้อน ของงาน มีความต้องการของระบบมากขึ้น แต่ต้องการให้ระบบ โปรแกรมร้านอาหาร ช่วยบริหารงานให้ทำงานง่ายขึ้น ทำให้ตอบสนองความต้องการได้ ด้วยการลงทุนซื้อ Software รุ่น Gold Editon ครั้งเดียว
และยังเหมาะ กับร้านอาหารที่เพิ่งเปิดดำเนินธุรกิจเริ่มต้น หรือ ร้านอาหารที่ยังไม่มีโปรแกรมควบคุมบริหาร แต่มองถึงอนาคต ของการขยายระบบงานต่อไป ด้วยการลงทุนซื้อ Software รุ่น Gold Editon ครั้งเดียว

ซึ่งมีความสามารถหลักๆ ที่เพิ่มเติม ดังนี้
-เพิ่มจำนวนโซน โต๊ะ ได้ไม่จำกัด
-รองรับระบบ สมาชิก
-รองรับระบบการดูข้อมูล ระหว่างสาขา
-รองรับรูปแบบธุรกิจร้านอาหารแบบมีสาขา ได้ทั้งแบบ ควบคุมที่ศูนย์กลาง และ แบบดูข้อมูลระหว่างสาขา
-รองรับการสั่งอาหาร/รับออเดอร์ ผ่านเครื่อง Pocket PC , Tablet PC
-กำหนดพนักงานรับผิดชอบประจำโต๊ะ
-รองรับระบบ Login พนักงาน
-กำหนดเงื่อนไขรับ Order ประเภทอาหารนั้นๆ ตามวัน เวลา / ช่วงวัน / ช่วงเวลา
-กำหนดเงื่อนไขรับ Order รายการอาหารนั้นๆ ตามวัน เวลา / ช่วงวัน / ช่วงเวลา
-แสดงสถานะแจ้งเตือน เมื่อครัวทำอาหารเสร็จ
-แสดงรูปภาพประกอบของแต่ละเมนูรายการอาหาร

3. โปรแกรม บริหารร้านอาหาร Order Restaurant รุ่น Counter Edition
เป็นรุ่นที่รองรับรูปแบบ ร้านอาหาร ประเภท COUNTER SERVICE
“ลูกค้าสั่งอาหารที่ หน้า COUNTER SERVICE” –> “ลูกค้าชำระเงิน” —> “ระบบออกใบเสร็จ ภาษีแบบย่อ ให้ลูกค้า”
เช่น ร้านกาแฟ Coffee Shop ,ร้าน Bekery ,ร้าน ไอศครีม ,ร้าน แฮมเบอร์เกอร์ ,ร้าน ขายโดนัท และ ร้านอาหารอื่นๆ ที่มีลักษณะเดียวกัน เป็นต้น มีความยืดหยุ่น และ คล่องตัว ในการรับ ORDER ตามลักษณะร้าน ได้ทุกรูปแบบ

- Software ร้านอาหาร

คุณสมบัติเบื้องต้น

· ส่งข้อความไปยังพนักงานทุกคนได้ทันที

· แสดงเงินสดในลิ้นชักทั้งหมด และดูย้อนหลังได้ แบบทันที

· ดูยอดขายได้ตลอดเวลา และดูย้อนหลังได้

· ดูสถานะโต๊ะได้แบบทันที

· วิเคราะห์โต๊ะ ว่าโต๊ะไหนคนนิยม

· วิเคราะห์ตามเวลาได้ ว่าช่วงไหนขายดี ลูกค้าเข้ามามาก

· พนักงานคนไหนขยัน (ให้บริการลูกค้าบ่อย, รับ Order บ่อย)

· ตรวจสอบยอดคงเหลือสินค้าและวัตถุดิบได้ทันที

· สินค้าขายดี, กลุ่มสินค้าขายดี เพื่อใช้ในการวางแผนการนำสินค้าเข้ามาขาย

- Peopleware ร้านอาหาร

การเปิดโฮมเพสเพื่อเพิ่มช่องทางการสื่อสาร ไม่ใช่เพียงการขายสินค้าแต่เพื่อทำกิจกรรม และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค Interactive Communication ซึ่งจะช่วยการบริหารงบการตลาดผ่านสื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้สื่อแบบ Interactive Communication คือ การใช้สื่อที่สามารถเกิดการสื่อสารโต้ตอบกลับมาได้ระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญคือการตลาดแบบผสมผสาน (IMC)โดยการเลือกใช้สื่อที่มีประสิทธิภาพในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย

หลายตราสินสินค้าในปัจจุบันเลือกที่จะใช้สื่อแบบหลากหลาย ผสมทั้งสื่อใหม่และสื่อเก่าเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ซึ่งมีการเติบโตสูงมาก จากเดิมที่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอยู่เพียงไม่กี่ล้าน เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มเป็น 13.5 ล้านคน ดังนั้น เราจึงได้เห็นตราสินค้าดังๆ หลายตราที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง และไม่เพียงเท่านั้นยังมีเว็บไซต์เฉพาะแต่ละแคมเปญเสริมเข้าไปอีก ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย และสร้างเครือข่ายสำหรับคนที่มีแนวคิดหรือความชื่นชอบที่เหมือนๆกัน
การผนึกกำลังระหว่างสื่อใหม่สื่อเก่า และการทำกิจกรรมการตลาดในรูปแบบ Interactive Communication ภายใต้กลยุทธ์การตลาดแบบผสมผสานที่เพียบพร้อมด้วยครีเอทีฟไอเดียที่ดี ยังจะเป็นเครื่องมือการตลาดที่สำคัญ ที่ผู้ประกอบการจะใช้เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างรายได้ และขยายกลุ่มเป้าหมายไปอีกยาวนาน เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ได้ผลเร็วและแม่นยำที่สุด ดังที่ผู้ประกอบการหลายๆ ตราสินค้าได้พิสูจน์มาแล้ว (หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ, 2552 : ออนไลน์)

1.1 การติดตั้งระบบ IT ต่างๆ ที่จะทำให้องค์กรสามารถเพิ่มสมรรถนะในขบวนการการให้บริการแก่ลูกค้าไม่ว่าจะเป็นทาง front office หรือ back office ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น software, hardware, people ware, ERP หรือ infrastructure ต่างๆ ที่จำเป็น สิ่งเหล่านี้ในทุกวันนี้กลายเป็นสิ่งจำเป็นขององค์กรที่จะต้องมีอย่างน้อยเพื่อการดำเนินกิจการปรกติ แต่ถ้าองค์กรใดต้องการจะเป็นผู้นำจะต้องมีกลยุทธ์ในการทำ system design & development ที่เป็น customer-centric process มากขึ้น เพราะฉะนั้นการวาง IT architecture ขององค์กรอาจจะต้องเป็น collaboration effort ระหว่าง Chief IT Officer และ Chief Marketing Officer มิฉะนั้นเงินลงทุนมหาศาลที่ลงไปใน fixed assets เหล่านี้จะเป็นแค่ capital expenditure ตามที่นักบัญชีชอบใช้เรียกกัน แทนที่เงินลงทุนเหล่านี้จะเป็น capital investment ที่สามารถ generate return

1.2 ในอนาคตถ้าระบบเหล่านี้สามารถทำให้ขบวนการการให้บริการลูกค้าเร็วขึ้น สั้นลง ถูกลง ใช้คนน้อยลง ตรงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้นโดยไม่ไปเสียเวลากับลูกค้าที่ไม่ดีและไม่ก่อให้เกิดรายได้ และที่สำคัญที่สุดคือลูกค้าพึงพอใจมากกว่าการบริการที่ได้รับจากคู่แข่งจากการที่มีระบบเหล่านี้ติดตั้งอย่างเหมาะสม (สุมาส วงศ์สุนพรัตน์, 2551 : ออนไลน์)

1.3 การสื่อสารทางตรงกับลูกค้า

1.4 ความรวดเร็วในการปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมข้อมูลในถ่ายทอดสู่ผู้บริโภค

1.5 การสามารถรวบรวมกิจกรรมและแสดงวัตถุประสงค์ของสินค้าแก่กลุ่มลูกค้าได้อย่างครบถ้วน

1.6 การสามารถจัดทำ Loyalty Program ต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และประหยัด โดยการใช้บริการกลยุทธ์ Loyalty Program ถือเป็นโปรโมชั่นยอดนิยมแห่งยุค ธุรกิจหลากหลายรูปแบบต่างมุ่งประเด็นใช้สร้างสัมพันธ์กับลูกค้า ตั้งแต่สินค้า ภัตตาคาร ร้านอาหาร มือถือ บัตรเครดิต ห้างสรรพสินค้า สายการบิน โรงภาพยนตร์ และสถานบันเทิง ต่างแห่จัดโปรแกรมมัดใจลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นสะสมคะแนน ศูนย์บริการรองรับลูกค้าทางโทรศัพท์ บัตรสมาชิกเพิ่มสิทธิประโยชน์ หรือส่วนลด เป็นต้น

บทที่ 2 ข้อ 3 สถิติที่น่าสนใจ และผลสำรวจพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2011

บทที่ 2 ข้อ 3 สถิติที่น่าสนใจ และผลสำรวจพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2011

บทที่ 2 ข้อ 3

บทที่ 2 ข้อ 3
หน้าต่างรูปภาพ ธีม. ขับเคลื่อนโดย Blogger.